หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน ที่อยู่คู่กันมาอย่างช้านาน

การกินหมากหรือการเคี้ยวหมาก หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน มีมาตั้งแต่สมัยโบราณและมีในแถบเอเชียเท่านั้นโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น การกินหมากเป็นวัฒนธรรมที่มีอยู่ควบคู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน แม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มลดน้อยลงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงพบเห็นได้ในผู้สูงอายุตามแถบชนบท โดยเฉพาะภาคอีสาน แต่การกินหมากนั้นไม่ใช่ประเพณีที่มีเฉพาะของคนไทยเท่านั้น ในทวีปเอเชียมีหลายประเทศด้วยกันที่กินหมาก เช่น อินเดีย, จีน เนปาล เป็นต้น โดยหลักฐานที่พบได้ในไทยว่าด้วยเรื่องการกินหมากนั้น พบได้ในวรรณคดี หรือภาพจิตรกรรมต่างๆ โดยการกินหมากนั้นพบได้ทั้งชายและหญิง ไม่เว้นแม้กระทั่งบ่าวหรือไพร่ในสมัยก่อน ในสมัยก่อนการกินหมากนั้นเริ่มตั้งวัยหนุ่มสาวขึ้นไป แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ว่าเริ่มกินมาแต่เมื่อใด ที่แน่ ๆ คือการปลูกพลูนั้นมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือก่อนหน้านั้นแล้ว

“หมากพลูวัฒนธรรมเก่าแก่ที่กำลังจะจางหายไปตามกาลเวลา”

หมากอ่อน

หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน นั้นประกอบด้วยเครื่องกินที่สำคัญหลัก 4 อย่างด้วยกันคือ 

  • หมาก เมล็ดในลูกหมากที่มีรสฝาดคือสิ่งที่นำมาเคี้ยวกิน มี 2 แบบ คือ หมากดิบหรือหมากอ่อน จะมีเนื้ออ่อนนุ่ม  และหมากสงหรือหมากดิบที่แก่จนสุก หมากทั้ง 2 แบบนี้หากินได้เฉพาะช่วงหน้าฝน ส่วนฤดูอื่นจะหาค่อนข้างยากและมีราคาแพง จึงมีวิธีเก็บเป็นหมากแห้งด้วยการซอยเป็นชิ้นบางๆ
  •  พลู   เป็นไม้เถาหรือไม้เลื้อย มีรสค่อนข้างเผ็ดและฉุน  มีหลายพันธุ์  แต่ที่นิยมกินกันในภาคกลาง มี 2 ชนิด คือ พลูทองหลาง ซึ่งจะมีรสเผ็ดจัด ปลูกขึ้นทั่วไปตามสวนผลไม้  และพลูเหลือง หรือ พลูจีน มีใบค่อนข้างใหญ่และรสไม่เผ็ดมากนิยมกินใบพลูสดๆ แต่หาต้องการเก็บรักษาไว้กินนานๆ หรือไว้สำหรับเดินทางไกล จะใช้ความร้อนนาบใบพลูให้แห้ง เรียกว่า พลูนาบปูนแดง 
  • ปูนกินหมากทำจากหินปูนหรือเปลือกหอยเผาจนเป็นเถ้าแล้วบดให้ละเอียดนำมากวนกับน้ำสะอาดให้เข้ากันจนเหนียว แล้วเดิมผงขมิ้นลงไปกวนให้เข้ากันปูนจะกลายเป็นสีแดง ขมิ้นจะช่วยลดความเข้มข้นของกรดในปูน 
  • ยาเส้นหมาก หรือ ยาฝอย  ทำจากใบยาสูบพื้นเมือง  หั่นเป็นฝอยตากแห้ง
  • นอกจากเครื่องกินทั้ง 4 อย่างแล้ว ยังมีการประยุกต์ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรชนิดอื่นที่มีรสฝาด เผ็ด และมีกลิ่นหอมอื่นๆร่วมด้วย เช่น กานพลู  การบูร  พิมเสน  สีเสียด  ดอกจันทน์ แก่นคูณ เม็ดกัลปพฤกษ์และเปลือกพะยอมแห้ง 
  • นวดที่ทำจาก รังผึ้ง สำหรับทาเคลือบริมฝีปากคล้ายกับลิปมันเพื่อป้องกันยางหมากและปูนกัดริมฝีปาก
หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน
คำหมากพลู

คนสมัยใหม่อาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเคี้ยวหมาก ทั้งที่คนเคี้ยวหมากส่วนใหญ่นั้นฟันจะดำ เพราะคนในสมัยนั้นมีความเชื่อกันว่าคนที่ฟันดำนั้นสนิทคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความสวย ความงาม จึงทำให้คนในสมัยนิยมการกินหมากโดยเริ่มกินหมากตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเลยทีเดียว การเคี้ยวหมากนั้นเป็นเหมือนการเสพติดชนิดหนึ่ง ซึ่งหากเคี้ยวจนติดแล้วไม่ได้เคี้ยวคงจะหงุดหงิดทั้งวันจนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลยทีเดียว การเคี้ยวหมากนับว่าเป็นวัฒนธรรมการกินอย่างหนึ่งของคนไทย คนในสมัยนั้นเมื่อถึงงานบุญ งานบวชต่างๆ จะหิ้ว( เชี่ยนหมาก) ตระกร้าใส่เครื่องกินหมากประจำกายไปในงานด้วยทุกครั้ง และแบ่งปันกันในกลุ่มญาติๆหรือเพื่อนพ้องก่อนนั่งไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน บางคนถึงกับต้องพกครกสากไม้ขนาดพกพาติดตามตัวไปด้วยเพื่อที่ใช้ตำหมาก( สำหรับคนไม่มีฟันเคี้ยว) เพื่อให้ง่ายต่อการกินเนื่องจาก หมากพลูและเปลือกไม้ที่ใส่ลงไปในคำหมากนั้นค่อนข้างแข็งมากจึงจำเป็นต้องตำก่อน ในแต่ละคำของหมาก จะประกอบไปด้วย ปูนแดง ใบพลูทาปูน หมากชิ้นบางๆ (หมากสด หรือเม็ดหมากแห้ง) เปลือกไม้รสฝาด( แก่นคูณ สีเสียด เปลือกพยอม ) แล้วแต่หาได้ ยาเส้นสำหรับสีฟันเพื่อป้องกันยางหมากและปูนก่อนจะเหน็บไว้ใต้ริมฝีปากด้านบน การเคี้ยวในช่วงแรกๆ จะบ้วนน้ำหมากทิ้งไปก่อน ประมาณ2-3 ครั้งเพื่อลดความเข้มข้นของยางหมากและปูน หลังจากนั้นจะกลืนกินน้ำหมากบางส่วน ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าการ “กินหมาก” เมื่อเคี้ยวจนจืดแล้วก็จะคายคำหมากทิ้ง ปัจจุบันนี้การกินหมากนั้นเริ่มลบเลือนหายไป เนื่องจากชาวต่างชาติที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยมากขึ้น ดังนั้นวัฒนธรรมการทานหมากจึงค่อยๆ เลือนหายไปเรื่อยๆ คงเหลือเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ตามต่างจังหวัดบาส่วนที่ยังกินหมากอยู่ แต่การกินหมากนั้นก็มีทั้งคุณและโทษในคราเดียวกัน

หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน
หมากอ่อนและใบพลู

 คุณประโยชน์ของ หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน

  • ใบพลูช่วยระงับกลิ่นปากได้ ลดอาการปวดฟัน ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ สารอัลคาร์ลอยด์ในใบพลูสดยังช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
  • ปูนแดง นิยมใช้เป็นกระสายยา แก้บิด และท้องเสีย ใช้ห้ามเลือด สมานแผล หรือแก้พิษแมลง
  • หมาก แก้ท้องเสีย ท้องเดิน ขับพิษ ขับปัสสาวะ และยังช่วยสมานแผล  

โทษของหมากพลู วัฒนธรรม อีสาน

  • ผู้ที่เคี้ยวหมากพลูเป็นเป็นระยะเวลานานจะทำทำให้ลิ้นชา การรับรสจะน้อยลง และเริ่มทานอาหารรสชาติเผ็ดๆไม่ได้
  • เมื่อเคี้ยวไปนานหลายปีอาจผลเสียตามมา เช่นการพบแผลในช่องปาก รอยฝ้าขาวบนเพดานปาก กระพุ้งแก้ม น้ำลายน้อยหรือมากเกินไป เป็นอาการของโรคพังผืดในช่องปาก หรือในบางรายอาจเกิดมะเร็งในช่องปากได้ด้วยเช่นกัน โดยโรคนี้จะพบในผู้สูงอายุที่เคี้ยวหมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

 

หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน
ค้างพลู

 เมื่อได้รู้จักคุณประโยชน์และโทษของการกินหมากแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงไม่กล้าที่จะลองกันเลยทีเดียว แต่วัฒนธรรมในการกินหมากนั้นอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน ซึ่งเราเยาวชนรุ่นใหม่ควรค่าที่จะรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการกินหมากในงานบวชงานบุญต่างๆนั้น ยังเป็นการรวมกลุ่มญาติๆ เพื่อนพ้อง น้องพี่ ได้มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์กันอีกด้วย ถึงอย่างนั้นใช่ว่าหมากพลูจะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย การลองเคี้ยวหมากแค่หนึ่งครั้งก็ได้ประโยชน์เช่นกัน ส่วนใหญ่โทษของการกินนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องเคี้ยวติดต่อกันนานหลายปี และหากแยกส่วนประกอบของคำหมากออกจากกันแล้ว ในแต่ละส่วนก็จะมีประโยชน์ในด้านต่างๆตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว อีกทั้งหมากพลูยังเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่สามาารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากประหยัดต้นทุน ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดไป ดังนั้นเราเยาวชนรุ่นหลังควรค่าแก่การหวงแหนวัฒนธรรมการกินหมากให้คู่กับเราไปอย่างนานช้านาน

ฝากติดตามบทความดีๆของทีมงานอีสานเดลี่หรือหากมีข้อสงสัยสามารถแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับเราได้ทางคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

Tags: กินหมาก, คนแก่, ครอบครัว, งานบุญ, นิยม, บรรพบุรุษ, ประเพณี, ปูนแดง, ผู้เฒ่า, ผู้แก่, พลู, ฟันดำ, รวมตัวกัน, รุ่นสู่รุ่น, สมุนไพร, สืบทอด, หมาก, หมากพลู, เคี้ยวหมาก

หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน ที่อยู่คู่กันมาอย่างช้านาน

การกินหมากหรือการเคี้ยวหมาก หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน มีมาตั้งแต่สมัยโบราณและมีในแถบเอเชียเท่านั้นโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น การกินหมากเป็นวัฒนธรรมที่มีอยู่ควบคู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน แม้ว่าในปัจจุบันจะเริ่มลดน้อยลงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงพบเห็นได้ในผู้สูงอายุตามแถบชนบท โดยเฉพาะภาคอีสาน แต่การกินหมากนั้นไม่ใช่ประเพณีที่มีเฉพาะของคนไทยเท่านั้น ในทวีปเอเชียมีหลายประเทศด้วยกันที่กินหมาก เช่น อินเดีย, จีน เนปาล เป็นต้น โดยหลักฐานที่พบได้ในไทยว่าด้วยเรื่องการกินหมากนั้น พบได้ในวรรณคดี หรือภาพจิตรกรรมต่างๆ โดยการกินหมากนั้นพบได้ทั้งชายและหญิง ไม่เว้นแม้กระทั่งบ่าวหรือไพร่ในสมัยก่อน ในสมัยก่อนการกินหมากนั้นเริ่มตั้งวัยหนุ่มสาวขึ้นไป แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ว่าเริ่มกินมาแต่เมื่อใด ที่แน่ ๆ คือการปลูกพลูนั้นมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือก่อนหน้านั้นแล้ว

“หมากพลูวัฒนธรรมเก่าแก่ที่กำลังจะจางหายไปตามกาลเวลา”

หมากอ่อน

หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน นั้นประกอบด้วยเครื่องกินที่สำคัญหลัก 4 อย่างด้วยกันคือ 

  • หมาก เมล็ดในลูกหมากที่มีรสฝาดคือสิ่งที่นำมาเคี้ยวกิน มี 2 แบบ คือ หมากดิบหรือหมากอ่อน จะมีเนื้ออ่อนนุ่ม  และหมากสงหรือหมากดิบที่แก่จนสุก หมากทั้ง 2 แบบนี้หากินได้เฉพาะช่วงหน้าฝน ส่วนฤดูอื่นจะหาค่อนข้างยากและมีราคาแพง จึงมีวิธีเก็บเป็นหมากแห้งด้วยการซอยเป็นชิ้นบางๆ
  •  พลู   เป็นไม้เถาหรือไม้เลื้อย มีรสค่อนข้างเผ็ดและฉุน  มีหลายพันธุ์  แต่ที่นิยมกินกันในภาคกลาง มี 2 ชนิด คือ พลูทองหลาง ซึ่งจะมีรสเผ็ดจัด ปลูกขึ้นทั่วไปตามสวนผลไม้  และพลูเหลือง หรือ พลูจีน มีใบค่อนข้างใหญ่และรสไม่เผ็ดมากนิยมกินใบพลูสดๆ แต่หาต้องการเก็บรักษาไว้กินนานๆ หรือไว้สำหรับเดินทางไกล จะใช้ความร้อนนาบใบพลูให้แห้ง เรียกว่า พลูนาบปูนแดง 
  • ปูนกินหมากทำจากหินปูนหรือเปลือกหอยเผาจนเป็นเถ้าแล้วบดให้ละเอียดนำมากวนกับน้ำสะอาดให้เข้ากันจนเหนียว แล้วเดิมผงขมิ้นลงไปกวนให้เข้ากันปูนจะกลายเป็นสีแดง ขมิ้นจะช่วยลดความเข้มข้นของกรดในปูน 
  • ยาเส้นหมาก หรือ ยาฝอย  ทำจากใบยาสูบพื้นเมือง  หั่นเป็นฝอยตากแห้ง
  • นอกจากเครื่องกินทั้ง 4 อย่างแล้ว ยังมีการประยุกต์ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรชนิดอื่นที่มีรสฝาด เผ็ด และมีกลิ่นหอมอื่นๆร่วมด้วย เช่น กานพลู  การบูร  พิมเสน  สีเสียด  ดอกจันทน์ แก่นคูณ เม็ดกัลปพฤกษ์และเปลือกพะยอมแห้ง 
  • นวดที่ทำจาก รังผึ้ง สำหรับทาเคลือบริมฝีปากคล้ายกับลิปมันเพื่อป้องกันยางหมากและปูนกัดริมฝีปาก
หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน
คำหมากพลู

คนสมัยใหม่อาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเคี้ยวหมาก ทั้งที่คนเคี้ยวหมากส่วนใหญ่นั้นฟันจะดำ เพราะคนในสมัยนั้นมีความเชื่อกันว่าคนที่ฟันดำนั้นสนิทคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความสวย ความงาม จึงทำให้คนในสมัยนิยมการกินหมากโดยเริ่มกินหมากตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเลยทีเดียว การเคี้ยวหมากนั้นเป็นเหมือนการเสพติดชนิดหนึ่ง ซึ่งหากเคี้ยวจนติดแล้วไม่ได้เคี้ยวคงจะหงุดหงิดทั้งวันจนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลยทีเดียว การเคี้ยวหมากนับว่าเป็นวัฒนธรรมการกินอย่างหนึ่งของคนไทย คนในสมัยนั้นเมื่อถึงงานบุญ งานบวชต่างๆ จะหิ้ว( เชี่ยนหมาก) ตระกร้าใส่เครื่องกินหมากประจำกายไปในงานด้วยทุกครั้ง และแบ่งปันกันในกลุ่มญาติๆหรือเพื่อนพ้องก่อนนั่งไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน บางคนถึงกับต้องพกครกสากไม้ขนาดพกพาติดตามตัวไปด้วยเพื่อที่ใช้ตำหมาก( สำหรับคนไม่มีฟันเคี้ยว) เพื่อให้ง่ายต่อการกินเนื่องจาก หมากพลูและเปลือกไม้ที่ใส่ลงไปในคำหมากนั้นค่อนข้างแข็งมากจึงจำเป็นต้องตำก่อน ในแต่ละคำของหมาก จะประกอบไปด้วย ปูนแดง ใบพลูทาปูน หมากชิ้นบางๆ (หมากสด หรือเม็ดหมากแห้ง) เปลือกไม้รสฝาด( แก่นคูณ สีเสียด เปลือกพยอม ) แล้วแต่หาได้ ยาเส้นสำหรับสีฟันเพื่อป้องกันยางหมากและปูนก่อนจะเหน็บไว้ใต้ริมฝีปากด้านบน การเคี้ยวในช่วงแรกๆ จะบ้วนน้ำหมากทิ้งไปก่อน ประมาณ2-3 ครั้งเพื่อลดความเข้มข้นของยางหมากและปูน หลังจากนั้นจะกลืนกินน้ำหมากบางส่วน ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าการ “กินหมาก” เมื่อเคี้ยวจนจืดแล้วก็จะคายคำหมากทิ้ง ปัจจุบันนี้การกินหมากนั้นเริ่มลบเลือนหายไป เนื่องจากชาวต่างชาติที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยมากขึ้น ดังนั้นวัฒนธรรมการทานหมากจึงค่อยๆ เลือนหายไปเรื่อยๆ คงเหลือเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ตามต่างจังหวัดบาส่วนที่ยังกินหมากอยู่ แต่การกินหมากนั้นก็มีทั้งคุณและโทษในคราเดียวกัน

หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน
หมากอ่อนและใบพลู

 คุณประโยชน์ของ หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน

  • ใบพลูช่วยระงับกลิ่นปากได้ ลดอาการปวดฟัน ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ สารอัลคาร์ลอยด์ในใบพลูสดยังช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
  • ปูนแดง นิยมใช้เป็นกระสายยา แก้บิด และท้องเสีย ใช้ห้ามเลือด สมานแผล หรือแก้พิษแมลง
  • หมาก แก้ท้องเสีย ท้องเดิน ขับพิษ ขับปัสสาวะ และยังช่วยสมานแผล  

โทษของหมากพลู วัฒนธรรม อีสาน

  • ผู้ที่เคี้ยวหมากพลูเป็นเป็นระยะเวลานานจะทำทำให้ลิ้นชา การรับรสจะน้อยลง และเริ่มทานอาหารรสชาติเผ็ดๆไม่ได้
  • เมื่อเคี้ยวไปนานหลายปีอาจผลเสียตามมา เช่นการพบแผลในช่องปาก รอยฝ้าขาวบนเพดานปาก กระพุ้งแก้ม น้ำลายน้อยหรือมากเกินไป เป็นอาการของโรคพังผืดในช่องปาก หรือในบางรายอาจเกิดมะเร็งในช่องปากได้ด้วยเช่นกัน โดยโรคนี้จะพบในผู้สูงอายุที่เคี้ยวหมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

 

หมากพลู วัฒนธรรม อีสาน
ค้างพลู

 เมื่อได้รู้จักคุณประโยชน์และโทษของการกินหมากแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงไม่กล้าที่จะลองกันเลยทีเดียว แต่วัฒนธรรมในการกินหมากนั้นอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน ซึ่งเราเยาวชนรุ่นใหม่ควรค่าที่จะรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการกินหมากในงานบวชงานบุญต่างๆนั้น ยังเป็นการรวมกลุ่มญาติๆ เพื่อนพ้อง น้องพี่ ได้มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์กันอีกด้วย ถึงอย่างนั้นใช่ว่าหมากพลูจะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย การลองเคี้ยวหมากแค่หนึ่งครั้งก็ได้ประโยชน์เช่นกัน ส่วนใหญ่โทษของการกินนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องเคี้ยวติดต่อกันนานหลายปี และหากแยกส่วนประกอบของคำหมากออกจากกันแล้ว ในแต่ละส่วนก็จะมีประโยชน์ในด้านต่างๆตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว อีกทั้งหมากพลูยังเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยที่สามาารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากประหยัดต้นทุน ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดไป ดังนั้นเราเยาวชนรุ่นหลังควรค่าแก่การหวงแหนวัฒนธรรมการกินหมากให้คู่กับเราไปอย่างนานช้านาน

ฝากติดตามบทความดีๆของทีมงานอีสานเดลี่หรือหากมีข้อสงสัยสามารถแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับเราได้ทางคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tags: กินหมาก, คนแก่, ครอบครัว, งานบุญ, นิยม, บรรพบุรุษ, ประเพณี, ปูนแดง, ผู้เฒ่า, ผู้แก่, พลู, ฟันดำ, รวมตัวกัน, รุ่นสู่รุ่น, สมุนไพร, สืบทอด, หมาก, หมากพลู, เคี้ยวหมาก