หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

ขึ้นชื่อว่าหมอ แน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง เช่นเดียวกันกับนักร้องเพลงพื้นบ้านทำนองอีสาน ซึ่งถูกเรียกว่า “หมอลำ” หมอลำเป็นศิลปะที่คู่กับชาวอีสานมาอย่างช้านาน เป็นการขับร้องเพลงพื้นบ้านโดยใช้ภาษาพื้นถิ่นในการขับกล่อมเรื่องราว และการแสดงออกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับลำนำแล้ว ยังมีการขับร้องเล่นคำ การท่องจำบทกลอนหรือกลอนลำ การเล่นลูกคอหรือลูกเอื้อน ที่ประพันธ์ขึ้นโดยครูเพลงมีการใช้ภาษาพื้นถิ่นอีสาน เพื่อแสดงถึงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และถือว่าเป็นมหรสพแขนงหนึ่งของชาวอีสานที่ใช้ประกอบในงานรื่นเริงต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานแต่ง งานบวช งานบุญต่างๆ เป็นต้น ยังไม่มีบันทึกที่ระบุแน่ชัดว่าหมอลำนั้นกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด แต่มีการสันนิษฐานไปต่างๆนานาว่า น่าจะเกิดจากการสวดอ้อนวอน เพราะคนอีสานมีความเชื่อเรื่องภูตผีที่บูชาเพื่อปกปักรักษา เช่น ผีฟ้า(ปกปักรักษา)  ผีแถน(ขอฝน) และผีบรรพบุรุษ เป็นต้น หรืออาจเกิดขึ้นจากวรรณกรรมพื้นบ้านที่มีการจารึกลงในใบลาน ซึ่งใช้ในการเทศน์ของพระสงฆ์ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาหรือเกิดจากการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว เนื่องในโอกาสต่างๆ กว่าจะกลายมาเป็น หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

“วัฒนธรรมอีสานหมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่”

หมอลำถูกแบ่งออกเป็น ๒ แขนงใหญ่ๆ อย่างแรกคือหมอลำที่ใช้ในการแสดงเพื่อความบันเทิง เช่น หมอลำกลอน หมอลำพื้น หมอลำเรื่อง หมอลำซิ่ง หมอลำเพลิน เป็นต้น และอย่างที่สองคือ หมอลำที่แสดงในการประกอบพิธีกรรมต่างๆได้แก่ หมอลำผีฟ้า เป็นการลำที่มีจุดประสงค์ในการรักษาคนป่วยตามความเชื่อหรือพยากรณ์ ดินฟ้าอากาศ หรือเป็นการขอฝน ซึ่งหมอลำแต่ละอย่างก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่ หมอลำพื้นบ้าน

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่เป็นการลำแบบเล่าเรื่องหรือนิทาน หรือ คำสอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามีลักษณะแสดงเป็นการ ลำเดี่ยวหรือลำคนเดียวที่แผงไปด้วยแง่คิด และหลักการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วย เพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจ ใช้แคนที่เป็นเครื่องดนตรีในการประกอบการเล่าเรื่อง ส่วนเรื่องที่นำมาเล่าจะเป็นเรื่องที่มา จากวรรณกรรมต่างๆ เช่น เรื่องการะเกด สินไช พระเวชสันดรชาดก เป็นต้น

ในการร้องลำผู้ลำจะแต่งองค์ทรงเครื่องตามท้องเรื่องต่างๆหรือใช้ผ้าขาวม้าเป็นอุปกรณ์ประกอบในการ แสดงท่าทาง หมอลำพื้นมีบทบาทสร้างความบันเทิงให้แก่คนในชุมชนและช่วยขัดกล่อมเกลาสังคม ด้วยการใช้บันทึกคำสอน ปรัชญาของชุมชนอีสานที่สืบทอดต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่นไปจนถึงปัจจุบัน และในปัจจุบันนี้หมอลำพื้น กำลังจะเลือนหายไปจากแผ่นดินอีสาน เนื่องจากขาด ผู้สืบทอด อีกประการหนึ่งผู้ที่จะเป็นหมอลำพื้นได้ดีจะต้อง ใช้ระยะเวลาในการปลูกฝังและบ่มเพาะ เพื่อให้สามารถจดจำ เนื้อเรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งต้องสามารถตีบท ตัวละครต่างๆ ได้ด้วย การลำจึงจะมีรสชาติชวนให้คนติดตาม

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่ หมอลำกลอน

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

นับเป็นหมอลำในยุคแรกๆของการแสดงหมอลำ ลำกลอนเป็นการแสดงศิลปะพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวอีสาน ซึ่งมีมาอย่างช้านานแล้ว ก่อนที่จะมาแตกแขนงเป็นหมอลำในรูปอื่นๆ และเป็นศิลปะที่แทรกซึมอยู่ในสายเลือดของชาวอีสานทั้งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น คำว่าก็หมอลำกลอน คือหมอผู้ที่ชำนาญในการท่องจำบทกลอน และขับร้องลำนำ คำบท คำกลอน เพื่อแสดงเรื่องราวต่างๆ ตามเนื้อเรื่องที่ครูเพลงประพันธ์ขึ้น  เพลงหมอลำกลอนนั้นมีไว้เพื่อความบันเทิงให้ชาวบ้านได้นำมาขับร้องหรือมารำตามงานรื่นเริงต่าง ๆ ทั้งในหมู่บ้าน หรือในงานวัด ทั้งงานสุขและงานทุกข์ก็สามารถนำมาขับร้องได้เช่นกัน โดยชาวบ้านจะนำมาร้องเพื่อความสนุกสนานโดยเฉพาะในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวในสมัยก่อน

โดยการนำเอาเรื่องราวตามวรรณคดีหรือนิทานพื้นเมือง(นิทานก้อม) หรือสภาพความเป็นอยู่ในสมัยนั้นหรืออาจใช้สภาพทางของสังคม ซึ่งรวมไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาแต่งเป็นเรื่องราว ประกอบเป็นบทเพลงเพื่อขับร้องให้ผู้ฟังได้เกิดความเข้าใจและบันเทิงตามยุคตามสมัย ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าหมอลำกลอนจะค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะหมอลำกลอนสมัยใหม่ต้องปรับตัวตามสภาพสังคมปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และถูกแทนที่ด้วยหมอลำสมัยใหม่ผสมผสานเพลงลูกทุ่งเข้าไปทำให้มีรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไปจากเดิม ศิลปะแขนงนี้กำลังจะถูกกลืนกินไปจนเกือบหมดแล้ว

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่ หมอลำซิ่งหรือลำซิ่ง 

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

เป็นการลำที่พัฒนาออกไปจากหมอลำกลอน ดังนั้นจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หมอลำกลอนซิ่ง เป็นการลำกลอนในรูปแบบใหม่ซึ่งมีรูปแบบ การแสดงที่ประกอบด้วย การลำ การร้อง การฟ้อน และมีหางเครื่องประกอบการแสดงหรือการเต้นนั่นเอง ซึ่งคำว่า “ซิ่ง” นั้นมาจากภาษาอังกฤษว่า “เรสซิ่ง” (racing) ซึ่งแปลว่าการแข่งขันที่ใช้ความเร็ว นั่นหมายความว่า ลำซิ่งเป็นการลำที่ใช้ลีลา จังหวะ ในการลำ การเต้น ที่รวดเร็ว ซึ่งใช้การร้องเป็นทำนองขอนแก่น เป็นทำนองหลัก ซึ่งหมายความว่าลำซิ่งนั้นเกิดขึ้นในท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดิมทีนั้นเกิดขึ้นในหมอลำเพลินก่อน ก่อนที่จะมาเปลี่ยนไปโดยการใช้เครื่องดนตรีสากลในการประกอบการแสดง อย่างเช่นกลองชุด เบส คีบอร์ดต่างๆ

โดยมีการใช้ทั้งทำนองลำเพลิน ลำเดิน ลำเต้ย และเพลงลูกทุ่งประกอบการแสดง หมอลำซิ่งในปัจจุบัน ผู้แสดงนั้นจะประกอบด้วยหมอลำฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างละ 1 คน เหมือนหมอลำ กลอนซึ่งลำเกี้ยวกัน หรือร้องแก้ และลำซิ่งจะมีหางเครื่องในการเต้นประกอบการแสดงซึ่งมีทั้งชายและหญิง กลอนที่ใช้ลำเหมือนกลอนลำของลำกลอน ที่ใช้ทั้งสาระทางคดีโลกและคดีธรรม โดยใช้แคนเป็นหัวใจหลักของเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง โดยจะมีหมอแคนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ผ้าขาวม้าคาดเอวเป่าแคนพร้อมทั้งเต้นประกอบการแสดงไปด้วย นอกจากแคนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีหลักแล้ว ยังมีดนตรีสากล เช่น กลองชุด กลองทอม เบส กีต้าร์ เข้ามาร่วมบรรเลงประกอบการแสดงด้วย ปัจจุบันลำซิ่งกำลังได้รับการพํฒนาไปจากสมัยก่อนเป็นอย่างมากและยังเป็นที่นิยมสูงสุดของคนทุกเพศทุกวัย เพราะมีท่วงทำนองคึกคัก สนุกสนานและให้สาระอันเป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย 

หมอลำหมู่หรือลำเรื่องต่อกลอน

สมัยโบราณผู้คนในภาคอิสานหลังจากเสร็จภาระกิจงานไร่งานนา เวลาพลบค่ำก็จะมีมักจะมีการจับกลุ่มพูดคุยกันถามไถ่สาระทุกข์สุกดิบ และผู้เฒ่าจะนิยมเล่านิทานให้สู่ลูกหลานฟัง คล้ายๆกับการนั่งรอบกองไฟและนิทานที่นำมาเล่านั้นสู่กันฟังนั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจารีตประเพณีและศีลธรรม เป็นการล้อมวงและผู้เล่าจะต้องยืนขึ้นเล่า เรื่องที่นำมาเล่นจะเป็นเรื่องที่มีอยู่ในวรรณคดีอยู่แล้ว แต่ผู้เล่านั้นจำเป็นต้องยกไม้ยกมือ แสดงท่าทางประกอบการแสดง ใช้สำเนียงสั้นยาว ใช้เสียงต่ำ สูง ประกอบและหาเครื่องดินตรีประกอบ เพื่อให้เกิดความสนุก คึกครื้น คล้ายกับการใส่อารมณ์เข้าไปในเนื้อหาที่เล่าด้วย เพื่อชวนให้เนื้อเรื่องนั้นน่าสนใจและน่าติดตามมากยิ่ง

ผู้แสดงจะมีทั้งชายและหญิงจึงเป็นการลำสมบูรณ์แบบ เพื่อความสนุกสนาน และมีการเพิ่มจำนวนนักแสดงตามจำนวนตัวละครจนกลายมาเป็นคณะหมอลำนั่นเองลักษณะที่โดดเด่นของหมอลำหมู่ คือ เป็นการลำเป็นเรื่องราว ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก ซึ่งในที่นี้ยังไม่รวมถึงนักดนตรีควบคู่เข้าไปอีก ทำให้วงหมอลำนั้นมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย มีรูปแบบการแสดงเป็นแบบลำเรื่องต่อกลอนความสำคัญและคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจที่มีในวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน นั้นๆ

ปัจจุบันนี้คณะหมอลำเริ่มมีการปรับเปลี่ยนตามยุคตามสมัย เพื่อให้ทันกับสังคมในยุคปัจจุบัน ซึ่งภายในหนึ่งคณะหมอลำจะมีการสอดแทรก การร้อง การเต้น การลำ รวมถึงคณะตลกเข้าไปด้วยเพื่อให้เนื้อการแสดงนั้นมีความน่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ เพิ่มอรรถรสในการชมมากขึ้น จนทำปัจจุบันนี้มีแค่หมอลำแบบผสมผสานเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากรวมหมอลำทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว คณะหมอลำก็จะมีนักแสดงมากถึง 200-300 คนเลยทีเดียว ถึงจะเป็นหมอลำยุคใหม่แต่ก็ยังคงกลิ่นอายความเป็นลูกอีสานอยู่เสมอ ทำให้ไม่ว่าจะทำการแสดงที่ใดก็ยังได้รับความนิยมเสมอมาจวบจนทุกวันนี้ 

ฝากติดตามบทความดีๆของทีมงานอีสานเดลี่หรือหากมีข้อสงสัยสามารถแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับเราได้ทางคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

Tags: งานบุญ, งานประจำปี, ตำนาน, ตำนานหมอลำ, ท่องเที่ยว, ปราณีต, ปัจจุบัน, วัฒนธรรมอีสาน, วิจิตรศิลป์, ศิลปะ, ศิลปะพื้นบ้าน, สนุกสนาน, สวยสดงดงาม, หมอลำ, หมอลำสมัยเก่า, หมอลำสมัยใหม่, อดีต, อีสาน, อีสานใต้, เพลิดเพลิน, เพลินตา

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

ขึ้นชื่อว่าหมอ แน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง เช่นเดียวกันกับนักร้องเพลงพื้นบ้านทำนองอีสาน ซึ่งถูกเรียกว่า “หมอลำ” หมอลำเป็นศิลปะที่คู่กับชาวอีสานมาอย่างช้านาน เป็นการขับร้องเพลงพื้นบ้านโดยใช้ภาษาพื้นถิ่นในการขับกล่อมเรื่องราว และการแสดงออกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับลำนำแล้ว ยังมีการขับร้องเล่นคำ การท่องจำบทกลอนหรือกลอนลำ การเล่นลูกคอหรือลูกเอื้อน ที่ประพันธ์ขึ้นโดยครูเพลงมีการใช้ภาษาพื้นถิ่นอีสาน เพื่อแสดงถึงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และถือว่าเป็นมหรสพแขนงหนึ่งของชาวอีสานที่ใช้ประกอบในงานรื่นเริงต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานแต่ง งานบวช งานบุญต่างๆ เป็นต้น ยังไม่มีบันทึกที่ระบุแน่ชัดว่าหมอลำนั้นกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด แต่มีการสันนิษฐานไปต่างๆนานาว่า น่าจะเกิดจากการสวดอ้อนวอน เพราะคนอีสานมีความเชื่อเรื่องภูตผีที่บูชาเพื่อปกปักรักษา เช่น ผีฟ้า(ปกปักรักษา)  ผีแถน(ขอฝน) และผีบรรพบุรุษ เป็นต้น หรืออาจเกิดขึ้นจากวรรณกรรมพื้นบ้านที่มีการจารึกลงในใบลาน ซึ่งใช้ในการเทศน์ของพระสงฆ์ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาหรือเกิดจากการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว เนื่องในโอกาสต่างๆ กว่าจะกลายมาเป็น หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

“วัฒนธรรมอีสานหมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่”

หมอลำถูกแบ่งออกเป็น ๒ แขนงใหญ่ๆ อย่างแรกคือหมอลำที่ใช้ในการแสดงเพื่อความบันเทิง เช่น หมอลำกลอน หมอลำพื้น หมอลำเรื่อง หมอลำซิ่ง หมอลำเพลิน เป็นต้น และอย่างที่สองคือ หมอลำที่แสดงในการประกอบพิธีกรรมต่างๆได้แก่ หมอลำผีฟ้า เป็นการลำที่มีจุดประสงค์ในการรักษาคนป่วยตามความเชื่อหรือพยากรณ์ ดินฟ้าอากาศ หรือเป็นการขอฝน ซึ่งหมอลำแต่ละอย่างก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่ หมอลำพื้นบ้าน

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่เป็นการลำแบบเล่าเรื่องหรือนิทาน หรือ คำสอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามีลักษณะแสดงเป็นการ ลำเดี่ยวหรือลำคนเดียวที่แผงไปด้วยแง่คิด และหลักการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วย เพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจ ใช้แคนที่เป็นเครื่องดนตรีในการประกอบการเล่าเรื่อง ส่วนเรื่องที่นำมาเล่าจะเป็นเรื่องที่มา จากวรรณกรรมต่างๆ เช่น เรื่องการะเกด สินไช พระเวชสันดรชาดก เป็นต้น

ในการร้องลำผู้ลำจะแต่งองค์ทรงเครื่องตามท้องเรื่องต่างๆหรือใช้ผ้าขาวม้าเป็นอุปกรณ์ประกอบในการ แสดงท่าทาง หมอลำพื้นมีบทบาทสร้างความบันเทิงให้แก่คนในชุมชนและช่วยขัดกล่อมเกลาสังคม ด้วยการใช้บันทึกคำสอน ปรัชญาของชุมชนอีสานที่สืบทอดต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่นไปจนถึงปัจจุบัน และในปัจจุบันนี้หมอลำพื้น กำลังจะเลือนหายไปจากแผ่นดินอีสาน เนื่องจากขาด ผู้สืบทอด อีกประการหนึ่งผู้ที่จะเป็นหมอลำพื้นได้ดีจะต้อง ใช้ระยะเวลาในการปลูกฝังและบ่มเพาะ เพื่อให้สามารถจดจำ เนื้อเรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งต้องสามารถตีบท ตัวละครต่างๆ ได้ด้วย การลำจึงจะมีรสชาติชวนให้คนติดตาม

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่ หมอลำกลอน

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

นับเป็นหมอลำในยุคแรกๆของการแสดงหมอลำ ลำกลอนเป็นการแสดงศิลปะพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวอีสาน ซึ่งมีมาอย่างช้านานแล้ว ก่อนที่จะมาแตกแขนงเป็นหมอลำในรูปอื่นๆ และเป็นศิลปะที่แทรกซึมอยู่ในสายเลือดของชาวอีสานทั้งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น คำว่าก็หมอลำกลอน คือหมอผู้ที่ชำนาญในการท่องจำบทกลอน และขับร้องลำนำ คำบท คำกลอน เพื่อแสดงเรื่องราวต่างๆ ตามเนื้อเรื่องที่ครูเพลงประพันธ์ขึ้น  เพลงหมอลำกลอนนั้นมีไว้เพื่อความบันเทิงให้ชาวบ้านได้นำมาขับร้องหรือมารำตามงานรื่นเริงต่าง ๆ ทั้งในหมู่บ้าน หรือในงานวัด ทั้งงานสุขและงานทุกข์ก็สามารถนำมาขับร้องได้เช่นกัน โดยชาวบ้านจะนำมาร้องเพื่อความสนุกสนานโดยเฉพาะในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวในสมัยก่อน

โดยการนำเอาเรื่องราวตามวรรณคดีหรือนิทานพื้นเมือง(นิทานก้อม) หรือสภาพความเป็นอยู่ในสมัยนั้นหรืออาจใช้สภาพทางของสังคม ซึ่งรวมไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาแต่งเป็นเรื่องราว ประกอบเป็นบทเพลงเพื่อขับร้องให้ผู้ฟังได้เกิดความเข้าใจและบันเทิงตามยุคตามสมัย ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าหมอลำกลอนจะค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะหมอลำกลอนสมัยใหม่ต้องปรับตัวตามสภาพสังคมปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และถูกแทนที่ด้วยหมอลำสมัยใหม่ผสมผสานเพลงลูกทุ่งเข้าไปทำให้มีรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไปจากเดิม ศิลปะแขนงนี้กำลังจะถูกกลืนกินไปจนเกือบหมดแล้ว

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่ หมอลำซิ่งหรือลำซิ่ง 

หมอลำพื้นบ้าน สู่งานศิลป์สมัยใหม่

เป็นการลำที่พัฒนาออกไปจากหมอลำกลอน ดังนั้นจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หมอลำกลอนซิ่ง เป็นการลำกลอนในรูปแบบใหม่ซึ่งมีรูปแบบ การแสดงที่ประกอบด้วย การลำ การร้อง การฟ้อน และมีหางเครื่องประกอบการแสดงหรือการเต้นนั่นเอง ซึ่งคำว่า “ซิ่ง” นั้นมาจากภาษาอังกฤษว่า “เรสซิ่ง” (racing) ซึ่งแปลว่าการแข่งขันที่ใช้ความเร็ว นั่นหมายความว่า ลำซิ่งเป็นการลำที่ใช้ลีลา จังหวะ ในการลำ การเต้น ที่รวดเร็ว ซึ่งใช้การร้องเป็นทำนองขอนแก่น เป็นทำนองหลัก ซึ่งหมายความว่าลำซิ่งนั้นเกิดขึ้นในท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดิมทีนั้นเกิดขึ้นในหมอลำเพลินก่อน ก่อนที่จะมาเปลี่ยนไปโดยการใช้เครื่องดนตรีสากลในการประกอบการแสดง อย่างเช่นกลองชุด เบส คีบอร์ดต่างๆ

โดยมีการใช้ทั้งทำนองลำเพลิน ลำเดิน ลำเต้ย และเพลงลูกทุ่งประกอบการแสดง หมอลำซิ่งในปัจจุบัน ผู้แสดงนั้นจะประกอบด้วยหมอลำฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอย่างละ 1 คน เหมือนหมอลำ กลอนซึ่งลำเกี้ยวกัน หรือร้องแก้ และลำซิ่งจะมีหางเครื่องในการเต้นประกอบการแสดงซึ่งมีทั้งชายและหญิง กลอนที่ใช้ลำเหมือนกลอนลำของลำกลอน ที่ใช้ทั้งสาระทางคดีโลกและคดีธรรม โดยใช้แคนเป็นหัวใจหลักของเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง โดยจะมีหมอแคนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ผ้าขาวม้าคาดเอวเป่าแคนพร้อมทั้งเต้นประกอบการแสดงไปด้วย นอกจากแคนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีหลักแล้ว ยังมีดนตรีสากล เช่น กลองชุด กลองทอม เบส กีต้าร์ เข้ามาร่วมบรรเลงประกอบการแสดงด้วย ปัจจุบันลำซิ่งกำลังได้รับการพํฒนาไปจากสมัยก่อนเป็นอย่างมากและยังเป็นที่นิยมสูงสุดของคนทุกเพศทุกวัย เพราะมีท่วงทำนองคึกคัก สนุกสนานและให้สาระอันเป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย 

หมอลำหมู่หรือลำเรื่องต่อกลอน

สมัยโบราณผู้คนในภาคอิสานหลังจากเสร็จภาระกิจงานไร่งานนา เวลาพลบค่ำก็จะมีมักจะมีการจับกลุ่มพูดคุยกันถามไถ่สาระทุกข์สุกดิบ และผู้เฒ่าจะนิยมเล่านิทานให้สู่ลูกหลานฟัง คล้ายๆกับการนั่งรอบกองไฟและนิทานที่นำมาเล่านั้นสู่กันฟังนั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจารีตประเพณีและศีลธรรม เป็นการล้อมวงและผู้เล่าจะต้องยืนขึ้นเล่า เรื่องที่นำมาเล่นจะเป็นเรื่องที่มีอยู่ในวรรณคดีอยู่แล้ว แต่ผู้เล่านั้นจำเป็นต้องยกไม้ยกมือ แสดงท่าทางประกอบการแสดง ใช้สำเนียงสั้นยาว ใช้เสียงต่ำ สูง ประกอบและหาเครื่องดินตรีประกอบ เพื่อให้เกิดความสนุก คึกครื้น คล้ายกับการใส่อารมณ์เข้าไปในเนื้อหาที่เล่าด้วย เพื่อชวนให้เนื้อเรื่องนั้นน่าสนใจและน่าติดตามมากยิ่ง

ผู้แสดงจะมีทั้งชายและหญิงจึงเป็นการลำสมบูรณ์แบบ เพื่อความสนุกสนาน และมีการเพิ่มจำนวนนักแสดงตามจำนวนตัวละครจนกลายมาเป็นคณะหมอลำนั่นเองลักษณะที่โดดเด่นของหมอลำหมู่ คือ เป็นการลำเป็นเรื่องราว ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก ซึ่งในที่นี้ยังไม่รวมถึงนักดนตรีควบคู่เข้าไปอีก ทำให้วงหมอลำนั้นมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย มีรูปแบบการแสดงเป็นแบบลำเรื่องต่อกลอนความสำคัญและคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจที่มีในวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน นั้นๆ

ปัจจุบันนี้คณะหมอลำเริ่มมีการปรับเปลี่ยนตามยุคตามสมัย เพื่อให้ทันกับสังคมในยุคปัจจุบัน ซึ่งภายในหนึ่งคณะหมอลำจะมีการสอดแทรก การร้อง การเต้น การลำ รวมถึงคณะตลกเข้าไปด้วยเพื่อให้เนื้อการแสดงนั้นมีความน่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ เพิ่มอรรถรสในการชมมากขึ้น จนทำปัจจุบันนี้มีแค่หมอลำแบบผสมผสานเท่านั้น นั่นหมายความว่าหากรวมหมอลำทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว คณะหมอลำก็จะมีนักแสดงมากถึง 200-300 คนเลยทีเดียว ถึงจะเป็นหมอลำยุคใหม่แต่ก็ยังคงกลิ่นอายความเป็นลูกอีสานอยู่เสมอ ทำให้ไม่ว่าจะทำการแสดงที่ใดก็ยังได้รับความนิยมเสมอมาจวบจนทุกวันนี้ 

ฝากติดตามบทความดีๆของทีมงานอีสานเดลี่หรือหากมีข้อสงสัยสามารถแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับเราได้ทางคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tags: งานบุญ, งานประจำปี, ตำนาน, ตำนานหมอลำ, ท่องเที่ยว, ปราณีต, ปัจจุบัน, วัฒนธรรมอีสาน, วิจิตรศิลป์, ศิลปะ, ศิลปะพื้นบ้าน, สนุกสนาน, สวยสดงดงาม, หมอลำ, หมอลำสมัยเก่า, หมอลำสมัยใหม่, อดีต, อีสาน, อีสานใต้, เพลิดเพลิน, เพลินตา