พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน สืบสานวัฒนธรรมไทย

พิธีบายศรีสู่ขวัญหรือการเอิ้นขวัญตามภาษาอีสาน พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน เป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่ถือสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนอีสาน การสู่ขวัญนั้นสามารถทำได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็น งานแต่ง งานบุญ งานบวช เรียนจบ หรือแม้กระทั่งการกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน ชาวอีสานจะให้ความสำคัญกับประเพณีนี้เป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจหรืออีกในแง่มุมหนึ่งอาจเป็นการร่วมแสดงความยินดีให้กับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่จะเป็นคนเป็นคนจัดพิธีสู่ขวัญให้  คำว่า “ขวัญ” อาจจะมีความหมายได้ 2 รูปแบบ คือจิตวิญญาณที่มีอยู่ทั้งในคนและสัตว์หรืออาจเป็นความรู้สึกนึกคิดที่เราไม่สามารถสัมผัสได้ในที่นี้หมายถึงขวัญที่เป็นนามธรรม อย่างที่สอง คือขวัญที่หมายถึง เส้นผม ขน ที่ขึ้นเวียนกันเป็นรูปก้นหอย เป็นรูปธรรมที่สามารถมองเห็นและจับต้องได้ แต่โดยองค์รวมของคำว่าขวัญนั้นหมายถึง กำลังใจหรือการทะนุนอมน้ำใจกัน

“พิธีบายสีสู่ขวัญ ประเพณีสำคัญทางด้านจิตใจ”

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน นั้นสามารถทำได้ 2 แบบตามหลักพุทธศาสนาหรือตามความเชื่อนั่นหมายถึงพิธีทางศาสนาพราหมณ์นั่นเอง โดยวิธีทางพุทธศาสนานั้นจะต้องนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ สวดชัยมงคลคาถา มีการตั้งบาตรน้ำมนต์ เสร็จแล้วประพรมน้ำมนต์ 

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

  วิธีนี้ได้รับความนิยมมากในภาคอีสานในทางความเชื่อหรือศาสนาพราหมณ์นั้น จะใช้หมอพราหมณ์หรือหมอสูตรแค่คนเดียวในการทำพิธี มีการท่องคาถา เสมือนเป็นอวยพรไปในตัวด้วย และมีการทำพานบายศรีสู่ขวัญ โดยให้พานทองเหลืองหลายใบซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีแบบ 3 ชั้น 5 ชั้น ส่วน 7 และ 9 นั้นใช้สำหรับผู้สูงศักด์หรือเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ใช้ใบตองพับซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วเย็บด้วยด้าย จากนั้นนำมาตกแต่งด้วยดอกไม้สด ที่ขาดไม่ได้เลยคือข้าวสาร ฝ้ายผูกแขน และในแต่ละชั้นจะใส่สิ่งของที่ใช้ในการเรียกขวัญแตกต่างกันออกไป ส่วนด้ายที่ใช้ในการผูกแขนนั้นใช้ด้ายดิบหรือสายสิญจน์ ก่อนการสวดหรือการสูตรขวัญนั้นจะต้องมีการทาบถามหมอสูตรล่วงหน้าสัก2-3 วัน ส่วนใหญ่หมอสูตรหรือหมอพราหมณ์นั้นจะเป็นคนที่รู้จักหรือเป็นคนที่ชาวบ้านนับถือในหมู่บ้านนั้น

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

โดยหมอสูตรในสมัยปัจจุบันนี้จะนุ่งขาวมีผ้าขาวม้าพาดบ่าก็พอ ก่อนการทำพิธีจะต้องมีการผูกแขนหมอพราหมณ์ก่อน​ โดยเจ้าภาพจะเป็นคนจัดเตรียมฝ้ายผูกแขนมัดด้วยธนบัตรเป็นค่าครู (แล้วแต่ตามกำลังศรัทราหรือตามความเหมาะสม) หลังจากนั้นก็จะเริ่มทำพิธี หมอสูตรจะเป็นคนจัดให้คนทำขวัญนั่งหันหน้าไปในทิศต่างๆ ตามโหราศาสาตร์หรือตำราที่เรียนมา จากนั้นผู้ทำขวัญจะใช้มือขวาจับพาขวัญ แล้วตั้งจิตอธิฐาน จะมีการสวดอ้อนวอนเทวดาเหมือนศาสนาพุทธ  จบแล้วว่านโม ๓ จบแล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นจะเริ่มสวดสู่ขวัญตามตำราของหมอสูตรต่อไป การสวดนั้นจะมีการเรียกชื่อผู้ทำขวัญ ออกเสียงชัดเจน สละสลวย ไพเราะ เพื่อเป็นศิริมงคลและเป็นการอวยพรแก่ผู้ทำขวัญ หากป่วยจะหายป่วย คิดหวังสิ่งใดจะได้สมปราถนา  คำเชิญขวัญนั้นอาจจะมีหลายสำนวนและไม่มีแบบตายตัวเสมอไป หมอศูตรจะสรรหาสำนวนที่เห็นว่า เหมาะกับเหตุการณ์มาประกอบในพิธีด้วย ขึ้นอยู่กับผู้ทำขวัญนั้นมีวัตถุประสงค์อะไรในการทำขวัญ

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

  เมื่อหมอสูตรทำพิธีจบแล้วญาติพี่น้องจะเอาข้าว ไข่ กล้วย ใส่มือเจ้าของขวัญมือของผู้ทำขวัญ จากนั้นจะให้หมอสูตรเป็นผูกข้อมือให้ก่อนเป็นคนแรก ปกติแล้วจะผูกข้อมือซ้ายให้ เพราะเชื่อกันว่าแขนซ้ายนั้นถือเป็นแขนที่อ่อนแอกว่า จึงเรียกได้ว่าเป็นแขนขวัญที่ต้องการกำลังใจหรือการทะนุถนอมมากกว่า แต่ทั้งนี้การรับขวัญนั้นจำเป็นต้องรับทั้งสองด้าน แต่หากอีกด้านหนึ่งที่ยังไม่ได้ผูกแขนนั้นให้ใช้เป็นแขนโจม หรือช่วยพยุงอีกด้าน ขณะที่หมอสูตรผูกแขนให้ผู้ทำขวัญนั้น ญาติๆก็สามารถรับขวัญจากหมอสูตรได้เช่นกันผ่านการแตะตัวกันเป็นทอดๆ เปรียบเสมือนเชือกที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางกายและใจให้เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อหมอสูตรผูกข้อมือเสร็จแล้ว ผู้ทำขวัญจะทำการยกมือไหว้เพื่อเป็นการรับพรจากหมอสูตร

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

ต่อไปก็เป็นโอกาสของญาติมิตรทั่วๆไปจะเข้ามาผูกข้อมือให้กับเจ้าของขวัญ ฝ้ายผูกแขนนั้นถือเป็นสิ่งแทนใจ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ควรรักษาไว้ หลังจากวันผูก 3 วันเป็นอย่างน้อยแล้วสามารถดึงออกได้ ห้ามใช้ของมีคมตัดเด็ดขาด คนอีสานจะถือเป็นอย่างมากเพราะเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้พรที่ได้รับมาไม่ประสบผลสำเร็จ และการทิ้งฝ้ายนั้นห้ามทิ้งลงในที่สกปรก เพราะว่าฝ้ายผูกแขนนั้นเป็นของบริสุทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจที่ควรรักษาไว้ให้ดี เชื่อว่าจะช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและช่วยปกปักรักษาจากภยันอันตรายต่างๆได้ เพราะคำกล่าวขณะที่ผูกแขนนั้นเป็นคำเชิญขวัญซึ่งเป็นคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน สุภาพ เรียบร้อยมีความหมาย ไปในทางที่ดีงามทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าพิธีสู่ขวัญนี้เป็นขนบประเพณีที่อยู่คู่กับชาวอีสานมาอย่างช้านาน และยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นหน้าที่ของพวกเราเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้รับช่วงต่อในการรักษาไว้ให้เป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นสืบไป เพื่อแสดงถึงวัฒธรรมเก่าแก่ของอีสานบ้านเฮาต่อไปในภายภาคหน้า

Tags: กำลังเลือนหาย, ขวัญ, งานบุญ, นับถือ, บูชา, ประเพณี, ประเพณีอีสาน, ผูกแขน, พาขวัญ, ยึดเหี่ยวจิตใจ, รุ่นสู่รุ่น, วัฒนธรรมอีสาน, สายสิญจน์, สืบทอด, สืบสาน, สู่ขวัญ, อีสาน, เรียกขวัญ, เอิ้นขวัญ, ไหว้

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน สืบสานวัฒนธรรมไทย

พิธีบายศรีสู่ขวัญหรือการเอิ้นขวัญตามภาษาอีสาน พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน เป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่ถือสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนอีสาน การสู่ขวัญนั้นสามารถทำได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็น งานแต่ง งานบุญ งานบวช เรียนจบ หรือแม้กระทั่งการกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน ชาวอีสานจะให้ความสำคัญกับประเพณีนี้เป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจหรืออีกในแง่มุมหนึ่งอาจเป็นการร่วมแสดงความยินดีให้กับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่จะเป็นคนเป็นคนจัดพิธีสู่ขวัญให้  คำว่า “ขวัญ” อาจจะมีความหมายได้ 2 รูปแบบ คือจิตวิญญาณที่มีอยู่ทั้งในคนและสัตว์หรืออาจเป็นความรู้สึกนึกคิดที่เราไม่สามารถสัมผัสได้ในที่นี้หมายถึงขวัญที่เป็นนามธรรม อย่างที่สอง คือขวัญที่หมายถึง เส้นผม ขน ที่ขึ้นเวียนกันเป็นรูปก้นหอย เป็นรูปธรรมที่สามารถมองเห็นและจับต้องได้ แต่โดยองค์รวมของคำว่าขวัญนั้นหมายถึง กำลังใจหรือการทะนุนอมน้ำใจกัน

“พิธีบายสีสู่ขวัญ ประเพณีสำคัญทางด้านจิตใจ”

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน นั้นสามารถทำได้ 2 แบบตามหลักพุทธศาสนาหรือตามความเชื่อนั่นหมายถึงพิธีทางศาสนาพราหมณ์นั่นเอง โดยวิธีทางพุทธศาสนานั้นจะต้องนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ สวดชัยมงคลคาถา มีการตั้งบาตรน้ำมนต์ เสร็จแล้วประพรมน้ำมนต์ 

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

  วิธีนี้ได้รับความนิยมมากในภาคอีสานในทางความเชื่อหรือศาสนาพราหมณ์นั้น จะใช้หมอพราหมณ์หรือหมอสูตรแค่คนเดียวในการทำพิธี มีการท่องคาถา เสมือนเป็นอวยพรไปในตัวด้วย และมีการทำพานบายศรีสู่ขวัญ โดยให้พานทองเหลืองหลายใบซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีแบบ 3 ชั้น 5 ชั้น ส่วน 7 และ 9 นั้นใช้สำหรับผู้สูงศักด์หรือเชื้อพระวงศ์เท่านั้น ใช้ใบตองพับซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วเย็บด้วยด้าย จากนั้นนำมาตกแต่งด้วยดอกไม้สด ที่ขาดไม่ได้เลยคือข้าวสาร ฝ้ายผูกแขน และในแต่ละชั้นจะใส่สิ่งของที่ใช้ในการเรียกขวัญแตกต่างกันออกไป ส่วนด้ายที่ใช้ในการผูกแขนนั้นใช้ด้ายดิบหรือสายสิญจน์ ก่อนการสวดหรือการสูตรขวัญนั้นจะต้องมีการทาบถามหมอสูตรล่วงหน้าสัก2-3 วัน ส่วนใหญ่หมอสูตรหรือหมอพราหมณ์นั้นจะเป็นคนที่รู้จักหรือเป็นคนที่ชาวบ้านนับถือในหมู่บ้านนั้น

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

โดยหมอสูตรในสมัยปัจจุบันนี้จะนุ่งขาวมีผ้าขาวม้าพาดบ่าก็พอ ก่อนการทำพิธีจะต้องมีการผูกแขนหมอพราหมณ์ก่อน​ โดยเจ้าภาพจะเป็นคนจัดเตรียมฝ้ายผูกแขนมัดด้วยธนบัตรเป็นค่าครู (แล้วแต่ตามกำลังศรัทราหรือตามความเหมาะสม) หลังจากนั้นก็จะเริ่มทำพิธี หมอสูตรจะเป็นคนจัดให้คนทำขวัญนั่งหันหน้าไปในทิศต่างๆ ตามโหราศาสาตร์หรือตำราที่เรียนมา จากนั้นผู้ทำขวัญจะใช้มือขวาจับพาขวัญ แล้วตั้งจิตอธิฐาน จะมีการสวดอ้อนวอนเทวดาเหมือนศาสนาพุทธ  จบแล้วว่านโม ๓ จบแล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นจะเริ่มสวดสู่ขวัญตามตำราของหมอสูตรต่อไป การสวดนั้นจะมีการเรียกชื่อผู้ทำขวัญ ออกเสียงชัดเจน สละสลวย ไพเราะ เพื่อเป็นศิริมงคลและเป็นการอวยพรแก่ผู้ทำขวัญ หากป่วยจะหายป่วย คิดหวังสิ่งใดจะได้สมปราถนา  คำเชิญขวัญนั้นอาจจะมีหลายสำนวนและไม่มีแบบตายตัวเสมอไป หมอศูตรจะสรรหาสำนวนที่เห็นว่า เหมาะกับเหตุการณ์มาประกอบในพิธีด้วย ขึ้นอยู่กับผู้ทำขวัญนั้นมีวัตถุประสงค์อะไรในการทำขวัญ

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

  เมื่อหมอสูตรทำพิธีจบแล้วญาติพี่น้องจะเอาข้าว ไข่ กล้วย ใส่มือเจ้าของขวัญมือของผู้ทำขวัญ จากนั้นจะให้หมอสูตรเป็นผูกข้อมือให้ก่อนเป็นคนแรก ปกติแล้วจะผูกข้อมือซ้ายให้ เพราะเชื่อกันว่าแขนซ้ายนั้นถือเป็นแขนที่อ่อนแอกว่า จึงเรียกได้ว่าเป็นแขนขวัญที่ต้องการกำลังใจหรือการทะนุถนอมมากกว่า แต่ทั้งนี้การรับขวัญนั้นจำเป็นต้องรับทั้งสองด้าน แต่หากอีกด้านหนึ่งที่ยังไม่ได้ผูกแขนนั้นให้ใช้เป็นแขนโจม หรือช่วยพยุงอีกด้าน ขณะที่หมอสูตรผูกแขนให้ผู้ทำขวัญนั้น ญาติๆก็สามารถรับขวัญจากหมอสูตรได้เช่นกันผ่านการแตะตัวกันเป็นทอดๆ เปรียบเสมือนเชือกที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางกายและใจให้เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อหมอสูตรผูกข้อมือเสร็จแล้ว ผู้ทำขวัญจะทำการยกมือไหว้เพื่อเป็นการรับพรจากหมอสูตร

พิธีบายสีสู่ขวัญ แบบอีสาน

ต่อไปก็เป็นโอกาสของญาติมิตรทั่วๆไปจะเข้ามาผูกข้อมือให้กับเจ้าของขวัญ ฝ้ายผูกแขนนั้นถือเป็นสิ่งแทนใจ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ควรรักษาไว้ หลังจากวันผูก 3 วันเป็นอย่างน้อยแล้วสามารถดึงออกได้ ห้ามใช้ของมีคมตัดเด็ดขาด คนอีสานจะถือเป็นอย่างมากเพราะเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้พรที่ได้รับมาไม่ประสบผลสำเร็จ และการทิ้งฝ้ายนั้นห้ามทิ้งลงในที่สกปรก เพราะว่าฝ้ายผูกแขนนั้นเป็นของบริสุทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจที่ควรรักษาไว้ให้ดี เชื่อว่าจะช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและช่วยปกปักรักษาจากภยันอันตรายต่างๆได้ เพราะคำกล่าวขณะที่ผูกแขนนั้นเป็นคำเชิญขวัญซึ่งเป็นคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน สุภาพ เรียบร้อยมีความหมาย ไปในทางที่ดีงามทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าพิธีสู่ขวัญนี้เป็นขนบประเพณีที่อยู่คู่กับชาวอีสานมาอย่างช้านาน และยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นหน้าที่ของพวกเราเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้รับช่วงต่อในการรักษาไว้ให้เป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นสืบไป เพื่อแสดงถึงวัฒธรรมเก่าแก่ของอีสานบ้านเฮาต่อไปในภายภาคหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tags: กำลังเลือนหาย, ขวัญ, งานบุญ, นับถือ, บูชา, ประเพณี, ประเพณีอีสาน, ผูกแขน, พาขวัญ, ยึดเหี่ยวจิตใจ, รุ่นสู่รุ่น, วัฒนธรรมอีสาน, สายสิญจน์, สืบทอด, สืบสาน, สู่ขวัญ, อีสาน, เรียกขวัญ, เอิ้นขวัญ, ไหว้